สภากาชาดไทยจับมือภาคีเครือข่าย
จัดโครงการปลูกป่าชายเลนเนื่องในวันลดภัยพิบัติสากลประจำปี 2555
ภัยพิบัติ ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 คงยังฝังอยู่ในใจของใครหลายคน เพราะกระแสน้ำได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชน กว่า 13,425,869 คน ใน 65 จังหวัด จนทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนเอง ต้องหันมาตระหนักถึงพิษภัยของภัยพิบัติ ที่ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายในวงกว้างขึ้นทุกที
จากปัญหาความรุนแรงของภัยพิบัติที่มากขึ้นนี้เอง เป็นที่มาของประกาศจากองค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันพุธที่ 2 ของเดือนตุลาคม เป็น "วันลดภัยพิบัติสากล"โดยหวังว่าประชาคมทั่วโลกจะตื่นตัวกับปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ และหันมาเตรียมพร้อมรับมือเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ประเทศไทยโดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย จึงได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึกในการลดสาเหตุที่จะทำให้เกิดภัย และเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติจึงได้จับมือกับสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC)จังหวัดสมุทรสาคร กองทัพบก และมูลนิธิโคคา - โคลา ประเทศไทย จัดทำโครงการ ปลูกป่าชายเลนเนื่องในวันลดภัยพิบัติสากล ประจำปี 2555 ขึ้น ณ ศูนย์วิจัยป่าชายเลนสมุทรสาครโดยหวังว่าการปลูกป่าชายเลนจำนวน 2,000 ต้น ในครั้งนี้ จะช่วยลดความรุนแรงของภัยพิบัติทางทะเล และอนุรักษ์แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับคนไทยและประชาคมโลกต่อไป
โดย นายเตช บุนนาค ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายบริหาร ในฐานะประธานในการเปิดโครงการได้กล่าวว่า "การดำเนินโครงการนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ของประเทศไทย ที่สภากากาชาดไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันลดภัยพิบัติสากล ตามเจตนารมณ์ขององค์การสหประชาชาติ แต่สภากาชาดไทยเพียงหน่วยงานเดียว คงไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงต้องขอขอบคุณความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการ กองทัพบกที่ได้ส่งพันโท วันชนะ สวัสดี และทหารจากค่ายกำแพงเพชรอัครโยธินจำนวน 40 นาย มาร่วมปลูกป่าชายเลน จังหวัดสมุทรสาครที่อำนวยความสะดวกและจัดเตรียมพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาด้านป่าชายเลนให้ทางโครงการได้ดำเนินการต่อ นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิโคคา - โคลา ประเทศไทยที่เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งขององค์กรเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับภัยกับทางสภากาชาดไทย และคุณเบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา ที่ได้สละเวลาอันมีค่า มาร่วมสร้างสีสันให้กับโครงการและร่วมปลูกป่าชายเลนกับกาชาดในครั้งนี้ หากขาดภาคีเครือข่ายเหล่านี้โครงการดังกล่าวคงมิสามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติคงมิใช้หน้าที่ของหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะช่วยป้องกันปัญหาที่จะทำให้เกิดภัย และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อภัยพิบัติมาถึงตัวความเดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นพวกเราทุกท่านนั่นเอง